พิมพ์ พิมพ์ 


ข่าวที่ 4  (03) เพื่อนเนรคุณ
(03)

เพื่อนเนรคุณ

     เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมไปร่วมงานสังสรรค์วันเกิดของเพื่อนคนหนึ่ง เขาชื่อ วีรชัย ผมกับ วีรชัย คบหาสมาคมกันมานานนับสิบปี เพื่อนคนนี้ ครั้งหนึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง เป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก จำหน่ายสินค้าเครื่องเหล็ก ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเขาจะเป็นคนขับรถปิกอัพส่งของเอง และดึงเอาเพื่อนคนหนึ่งที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจที่สุดชื่อ ไพฑูรย์ มาทำหน้าที่เป็นเด็กติดรถส่งของ เรียกว่า เป็นทั้งเพื่อนและลูกน้องในตัว นอกจากนั้น บริษัทของเขา ยังมีเด็กส่งของด้วยรถจักรยานยนต์ 2-3 คนอีกด้วย
 
     ธุรกิจของเขาดูไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็มีรายได้ดีพอสมควร เนื่องจากสินค้าประเภทนี้เป็นสินค้าประเภทเหล็ก  นำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาแพง เคยเห็นขณะที่เขากำลังขนขึ้นรถ นำไป
ส่งให้ลูกค้า ลองถามราคาดูก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่อเขาบอกว่ามีราคานับแสนบาท ทั้ง ๆ ที่สินค้าที่เห็นเป็นเพียงกองเล็ก ๆ  กองเดียวเท่านั้น
    
     เขาทำธุรกิจนี้มานานหลายปี  ไม่เคยจ่ายเช็คเด้ง บริษัทผู้นำเข้าส่วนใหญ่จึงให้เครดิตกับเขา โดยขายสินค้าให้เขาเป็นเงินเชื่อ ขณะเดียวกัน เขาก็ต้องนำไปขายให้กับโรงงานต่าง ๆ เป็น
เงินเชื่อเช่นกัน เรียกว่า ซื้อมา-ขายไป กว่าจะครบกำหนดเก็บเงินจากลูกค้าได้ ก็นานประมาณ 2 เดือน แต่ก็ยังมีสินค้าบางอย่างที่ต้องซื้อด้วยเงินสดเช่นกัน วีรชัย จึงต้องพกเงินสดติดตัวทุกวัน ไม่ต่ำกว่าวันละ 40,000 บาท
    
     เจอ วีรชัย คราวนี้ ผมแปลกใจเมื่อไม่เห็นหน้า ไพฑูรย์ เพื่อนคู่หูของเขามาร่วมงานในครั้งนี้ ไพฑูรย์ มีรูปร่างแคระแกรน อ้วนเตี้ย ตาตี่ บุคลิกไม่สู้ดีนัก แต่ วีรชัย ก็ไม่เคยถือตัว ทุกครั้งที่มี
งานสังสรรค์ ไม่ว่างานเลี้ยงเพื่อนฝูง หรืองานเลี้ยงลูกค้า เขาต้องหนีบ ไพฑูรย์ ไปด้วยทุกครั้ง เหมือนปาท่องโก๋จับคู่กันยังไงยังงั้น ทำให้ ไพฑูรย์ ได้รับเกียรติจากเพื่อน ๆ ของ วีรชัย ไปด้วย
    
     วีรชัย สีหน้าเปลี่ยนไปทันที เมื่อผมถามไถ่ถึงเพื่อนเขาคนนั้น ผมไม่ทราบว่าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า หลังจากที่เขานั่งนิ่งอึ้งไปได้ครู่หนึ่ง จึงได้ลำดับความทรงจำ พร้อมกับเปิดเผยชีวิตช่วงที่
ไม่ได้เจอะเจอกับผมมานานเกือบ 10 ปีให้ทราบ ท่านผู้อ่านลองติดตามดูนะครับ
    
     เมื่อปี 2532 นั้น วีรชัย อายุประมาณ 36 ปี เขามีครอบครัวอยู่แล้ว ภรรยาของเขาอายุอ่อนกว่า 3 ปี มีลูกชาย 2 คน คนโตอายุ 11 ปี คนเล็กอายุ 1 ปีเศษ ครอบครัวของเขาไม่ค่อยราบรื่น
นัก มักมีปัญหาขัดแย้งกันเสมอ ต่างฝ่ายต่างแข็ง ไม่ยอมอ่อนข้อต่อกัน ในที่สุด เขาก็เลิกกัน โดยลูกชายทั้งสองอยู่กับฝ่ายภรรยา
    
     วีรชัย ยังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ตั้งแต่ค่าอาหาร ค่าหมอค่ายา ค่าเล่าเรียนของลูก รวมถึงบ้านพักอาศัยที่ยังผ่อนส่งอยู่กับธนาคาร ส่วนตัวเขาเองนั้น ออกมาเช่าตึกแถวอยู่ พร้อมกับ
ดำเนินธุรกิจที่กล่าวมา  
 
     ขณะที่การค้าของ วีรชัย กำลังไปได้ดีอยู่นั้น เขาได้ไปรักชอบพอกับหญิงม่ายอดีตนางแบบคนหนึ่งชื่อ วันเพ็ญ เรียกว่า หน้าสวย ผิวขาว หุ่นดี ถูกสเป็คของเขา ซึ่งมาเช่าห้องอยู่ติดกัน เปิด
เป็นร้านตัดเสื้อผ้าสตรี
 
     วันเพ็ญ มีนิสัยชอบทำบุญสุนทาน เป็นคนชอบปฏิบัติธรรม นั่งกรรมฐาน ซึ่งตรงกับนิสัยของ วีรชัย ทุกอย่าง จนเขามั่นใจว่าต้องเป็นเนื้อคู่กันแน่แท้ ช่วงเวลาเย็น หลังเลิกงานทุกวัน เขาทั้งสองคนจะชวนกันไปนั่งกรรมฐานที่วัดมีชื่อแห่งหนึ่งย่านภาษีเจริญ หากวันใดตรงกับวันอาทิตย์ หรือวันหยุดงาน เขาทั้งสองก็จะชวนกันเดินทางไปทำบุญยังวัดชื่อดังตามต่างจังหวัดต่าง ๆ เป็นประจำ
 
     ความรักมักเป็นพิษ ถ้าไม่รู้จักการควบคุม ในระหว่างที่ วีรชัย กำลังพบรักกับ วันเพ็ญ ม่ายมหาเสน่ห์อยู่นี้  ยอดขายของเขาเริ่มลดลง เนื่องจากมีคู่แข่งมาขายตัดราคา ทำให้ลูกค้าบางส่วน
หลุดมือไป ผลกำไรจึงน้อยลงไปด้วย แต่ค่าใช้จ่ายกลับถีบตัวสูงขึ้น เพราะส่วนหนึ่งนำมาใช้จ่ายในการทัวร์บุญออกต่างจังหวัด และอีกส่วนหนึ่งนำไปใช้จ่ายเที่ยวกลางคืนกับ วันเพ็ญ ตามห้องอาหาร คาเฟ่ ครบวงจร   
 
     ช่วงนั้นเอง ไพฑูรย์ เพื่อนซี้ของเขา ก็ได้ขอลาออกจากงาน เพื่อไปทำงานกับบริษัทอีกแห่งหนึ่ง ที่เขาคิดว่าจะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่า วีรชัย จำใจต้องให้เขาไป เมื่อเห็นว่าถึงอย่างไรก็ไม่
สามารถรั้งเขาไว้ได้ แต่ก่อนไป ยังได้ยกหนี้ให้ฟรี ที่ ไพฑูรย์ เคยเบิกล่วงหน้าไปใช้ เป็นเงิน 3 หมื่นกว่าบาททีเดียว  
 
     หลังจากนั้นไม่นาน ความรักระหว่าง วีรชัย กับ วันเพ็ญ หญิงม่ายอดีตนางแบบผู้นี้ ก็สุกงอมเต็มที ด้วยความใกล้ชิดสนิทสนม เขาทั้งสองได้เสียเป็นสามี-ภรรยา และอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้
จัดพิธีแต่งงานกันแต่อย่างไร เพราะต่างก็มีอายุพอสมควรแล้ว ตอนนั้น วีรชัย อายุ 36 วันเพ็ญ อายุ 33 และเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย วีรชัย จึงได้ย้ายสำนักงานของเขา มาอยู่ยังชั้นสองของร้านตัดเสื้อ วันเพ็ญ เพื่อช่วยค่าเช่าร้าน แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้วันเพ็ญ 
 
     ทั้งสองครองรักอยู่ด้วยกันได้ไม่นานนัก ความรักก็เริ่มมีปัญหา เมื่อความหึงหวงเกิดขึ้น วันเพ็ญ เริ่มบังคับให้ วีรชัย ไม่ให้ไปเยี่ยมลูกทั้งสองที่อยู่กับเมียเก่า โดยอ้างว่าเดี๋ยวจะเป็นสาเหตุให้
คืนดีกับเมียเก่า ต่อมาก็บังคับไม่ให้ส่งเสียเงินทอง โดยอ้างว่า ให้เมียเก่ารู้จักทำมาหากินบ้าง รู้จักลำบากบ้าง
 
     ซึ่ง วีรชัย รู้ดีว่า ถ้าทำเช่นนั้น คนที่ลำบากที่สุดก็คือ ลูกชายทั้งสองของเขา ซึ่งคนปฏิบัติธรรมอย่างเขาทำไม่ได้แน่นอน แต่ วันเพ็ญ ซึ่งดูแต่แรกแล้วว่า เป็นคนชอบทำบุญ ชอบปฏิบัติธรรม
ทำไมจึงกลายเป็นคนเช่นนี้ไปได้ เขาเริ่มไม่แน่ใจเมียนักบุญคนนี้เสียแล้ว
 
     เพื่อตัดความลำคาญ และการทะเลาะเบาะแว้งบ่อย ๆ วีรชัย จึงต้องโกหกกับ วันเพ็ญ ว่า ไม่ได้ไปเยี่ยมลูก ไม่ได้ส่งเงินให้ลูกแล้ว แต่ความระแวงของ วันเพ็ญ กลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ  วัน
เพ็ญ เริ่มไม่มีใจในการทำงาน งานรับตัดเสื้อผ้าหน้าร้าน ที่ปกติต้องต้อนรับลูกค้าและวัดตัวด้วยตนเอง กลับโยนให้ลูกน้องรับหน้าที่แทน ตัวเองคอยติดตาม วีรชัย ไปส่งของตามโรงงานต่างๆ จนกิจการร้านตัดเสื้อผ้าต้องขาดทุนทุกเดือน วีรชัย ต้องเจียดเงินส่วนหนึ่งมาเสริมให้ บางเดือนก็แทบหมุนเงินไม่ทัน วีรชัย เริ่มอึดอัดใจมากขึ้น ในที่สุด ฟิวส์ก็ขาดจนได้ หลังจากที่ วีรชัย อยู่กินกับ วันเพ็ญ มานานร่วม 3 ปี 
 
     วันนั้น วีรชัย ได้รับใบสั่งซื้อสินค้าล๊อตใหญ่จากโรงงานแห่งหนึ่ง ที่เคยเสนอราคาไป ให้รีบส่งของโดยด่วน เนื่องจากสินค้ามีเป็นจำนวนมาก และต้องไปเบิกของจากโกดังหลายแห่ง เขาจึง
ต้องรีบไปว่าจ้างรถบรรทุกสิบล้อ พร้อมกับเด็กยกของอีก 2-3 คน เพื่อไปขนส่งสินค้าดังกล่าว
 
     ขณะเดียวกัน วันเพ็ญ ก็จะขอติดตาม วีรชัย ไปด้วย แต่ขอให้รอหน่อย ยังปลีกตัวไม่ได้ เนื่องจากเวลานั้น มีลูกค้ามาที่ร้านเพื่อวัดตัวตัดเสื้ออยู่พอดี ซึ่งลูกค้าเจาะจงให้ วันเพ็ญ เป็นผู้วัดตัว
โดยตรง ไม่ยอมให้ลูกน้องวัดแทน เกรงว่าฝีมือสู้ไม่ได้ 
 
     วีรชัย เหลือทน ชักหงุดหงิดใจ จะไปส่งของโดยแท้ แต่เกรงว่าเราจะไปเยี่ยมลูก ซึ่งจะให้ความเป็น พ่อ-ลูก ตัดขาดกันได้อย่างไร ประกอบกับเกรงว่าจะส่งของให้ลูกค้าไม่ทัน
 
     วีรชัย ตัดสินใจไม่รอเมีย เดินทางไปก่อนทันที เหตุนี้เอง ยิ่งสร้างความสงสัยหวาดระแวงให้แก่ วันเพ็ญ หญิงม่ายพราวเสน่ห์ อดีตนางแบบคนนี้ยิ่งนัก แบบนี้แสดงว่า ต้องแอบไปเยี่ยมลูก
แน่ ๆ เมียใหม่คิดเช่นนั้น              
 
     “คนโบราณบอกว่า ถ้าเป็นเนื้อคู่คงไม่แคล้วกันไป แต่ถ้าอยู่ด้วยกันแล้ว มีเหตุให้เข้าใจผิด ต้องแยกกันไป เราจะเรียกว่าอย่างไรดี”  วีรชัย ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น 
 
     เขาพบอุปสรรคมากมายในการส่งสินค้าวันนั้น เพราะกว่าจะว่าจ้างรถสิบล้อได้ กว่าจะไปถึงโกดัง ก็ติดพักเที่ยง พอได้เวลาบ่ายกลับเจอฝนตกหนักอีก คนงานไม่ยอมขนของ ต้องรอให้ฝนเบา
บางลง จึงได้เริ่มขนสินค้าขึ้นรถ กว่าจะเรียบร้อยนำรถออกจากโกดังได้ ก็ปาเข้าไปเกือบบ่าย 3 โมงแล้ว แทบติดเวลาออกรถไม่ได้ ดีที่เป็นตอนขาออกนอกเมือง ตำรวจไม่เข้มงวด 
 
     ดังที่คาดการณ์ไว้ หลังจากส่งสินค้าเรียบร้อย ก็เป็นเวลาช่วงเย็นพอดี คนขับรถบรรทุกต้องนำรถจอดข้างทาง รอเวลาให้ถึง 2 ทุ่มจึงจะออกรถกลับได้  วีรชัย จึงพาคนขับรถ พร้อมเด็กยก
ของไปนั่งกินอาหารมื้อเย็น เป็นการฆ่าเวลา 
 
     วันนั้น วีรชัย กลับถึงบ้านพักเลยเวลา 3 ทุ่ม เขาแทบไม่เชื่อสายตาของตนเอง ห้องทำงานของเขาถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย เอกสารการค้าที่เก็บไว้ในตู้ ถูกงัดออกมาทำลาย ภาพถ่ายลูกคน
เล็กของเขา ที่ วีรชัย เคยไปเยี่ยมและถ่ายเก็บไว้ ถูกฉีกออกหลายท่อน ฟิล์มถูกจุดไฟเผา วันเพ็ญ นำภาพที่ยังฉีกไม่หมด โยนใส่หน้าเขา พร้อมกับโวยวายว่า ไหนว่าไม่ได้ไปเยี่ยมลูกมา แล้วนี่รูปอะไร
 
     วันเพ็ญ หญิงนักบุญ นักกรรมฐาน กลับกลายเป็นปีศาจร้ายในทันควัน เขาเหมือนถูกผีร้ายเข้าสิงร่าง เขาขว้างปาทำลายสิ่งของเครื่องใช้ทุกอย่างที่ขวางหน้า เขานำอุปกรณ์ที่จำเป็นใน
การทำการค้า เช่น เครื่อแฟ็กซ์ เครื่องโทรศัพท์ เครื่องชาร์จไฟโทรศัพท์มือถือ ไปซุกซ่อนยังเพื่อนบ้าน
 
     วีรชัย เห็นพฤติกรรมของ วันเพ็ญ เมียใหม่คนนี้แล้ว เขารู้ทันทีว่า เขาจะอยู่ร่วมกับหญิงคนนี้ไม่ได้อีกแล้ว เดชะบุญที่บิลส่งสินค้า ไม่ได้เก็บไว้ในลิ้นชักที่ล๊อคไว้ แต่ได้วางอยู่บนโต๊ะในที่เปิด
เผย จึงไม่ถูกสงสัย และไม่ได้ถูกทำลายไป เขารีบนำซุกซ่อนติดตัว รวมกับใบส่งสินค้าที่เพิ่งไปส่งมาสด ๆ ร้อนอีกเกือบล้านบาท รวมมูลค่าหลายล้านบาท ซึ่งยังไม่ถึงเวลาเก็บเงิน ถ้าถูกเมียคนนี้ทำลายไป เขาจะเก็บเงินไม่ได้ทันที เพราะลูกค้าบางรายจะถือโอกาสเบี้ยวไม่จ่ายเงิน โดยอ้างไม่มีหลักฐาน ขณะเดียวกัน วีรชัย กลับต้องจ่ายค่าสินค้าที่ซื้อมาเมื่อถึงกำหนด อย่างนี้คงต้องล้มละลายแน่ๆ
 
     เช้าวันรุ่งขึ้น วันเพ็ญ ไม่เลิกจองเวร เขาทำบาปต่อ เขาสร้างเรื่องเท็จ โดยโทรศัพท์ไปโกหกลูกค้าของ วีรชัย ว่า ต่อไปนี้ไม่ต้องสั่งซื้อสินค้ามาอีกแล้ว เพราะ วีรชัย ปิดบริษัทหนีหนี้ร้านค้าไป
แล้ว และยังเชิดเงินจากตัวเขาไปอีก 2 แสนบาท แทบไม่น่าเชื่อว่าหญิงม่าย นักปฏิบัติธรรมผู้นี้ จะกล้าผิดศีลข้อมุสาอย่างไร้ยางอาย ยิ่งกว่าคนที่ไม่ชอบทำบุญสุนทาน ไม่ชอบปฏิบัติธรรมเสียอีก
 
     วีรชัย ตัดสินใจหนี วันเพ็ญ ทันที ในตอนนั้น เขาออกมาตัวเปล่า ขณะที่ วันเพ็ญ กำลังเผลอ ง่วนอยู่กับการโทรศัพท์ไปยุยงลูกค้าอยู่ สิ่งที่ วีรชัย นำติดตัวซุกซ่อนออกมา มีเพียงเฉพาะบิล
ส่งสินค้า ใบเสร็จรับเงิน พร้อมกับสมุดบันทึกส่วนตัวที่จำเป็นเท่านั้น หากนำอะไรออกมามากไปกว่านั้น ก็จะเป็นพิรุธทำให้ วันเพ็ญ รู้ตัวและจะติดตามออกมาด้วยกันทันที 
 
     หลังจากที่ วันเพ็ญ รู้ตัวว่า วีรชัย หนีจากเขาไปแล้ว โดยไม่ใยดีต่อทรัพย์สินที่มีอยู่ และที่ถูกเขานำไปซ่อนอีกส่วนหนึ่ง ยิ่งสร้างความโกรธแค้นกับเขายิ่งนัก วันเพ็ญ ทำบาปหนักมือขึ้น เขา
สร้างหลักฐานเท็จ ปลอมลายมือ เป็นเอกสารการรับฝากเงินว่า วีรชัย รับฝากเงินจากหญิงม่ายผู้นี้ เป็นเงินจำนวน 2 แสนบาท จากนั้น ก็แฟ็กซ์ไปตามบริษัทนำเข้าทั้งหลายที่ วีรชัย ต้องสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทเหล่านั้น โดยบอกว่า วีรชัย เชิดเงินที่เขาฝากไว้จำนวนดังกล่าวไป วีรชัย เป็นคนขี้โกง ขอให้งดขายสินค้าแก่ วีรชัย มิฉะนั้นแล้วจะหนี้สูญ
 
     “แต่ดูจะไม่ได้ผล” เมื่อร้านค้ารู้จัก วีรชัย มานานหลายปี จ่ายเช็คไม่เคยเด้ง แถมยังไม่เคยผิดนัดสักครั้งเดียว จึงไม่น่าเป็นไปได้ นอกจากนั้น ยังสงสัยว่า หญิงที่แฟ็กซ์ข้อมูลดังกล่าวมานั้น
เป็นใคร มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร เพราะตลอดเวลาที่ วันเพ็ญ อยู่กินด้วยกันกับ วีรชัย มานานหลายปี  ไม่เคยแสดงให้ใครรู้ว่า ทั้งสองเป็น สามี-ภรรยา กัน เพราะ วันเพ็ญ กลัวว่า ถ้ามีเหตุจำเป็นที่ต้องเลิกลากับ วีรชัย และตนเองต้องไปมีสามีคนใหม่อีก เขาจะได้ไม่ถูกครหานินทาจากชาวบ้านว่าผ่านมา 3 ผัว 
 
     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ วีรชัย ทำใจได้ตั้งแต่หนีจาก วันเพ็ญ ออกมาวันแรกแล้ว เพราะการปฏิบัติธรรม ทำให้เขาทราบดีว่า ทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของนอกกาย ความอิสระทางกายและ
ใจเท่านั้น คือความสุขอันสูงสุด อุปกรณ์สำนักงาน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเสียง ของมีค่าที่สะสมไว้ทั้งหมดที่ทิ้งไว้กับ วันเพ็ญ ตอนที่หนีออกมานั้น จึงไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย 
 
     แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึง และรู้สึกผิดหวังอย่างแรง กลับเป็นเพื่อนที่เขาไว้วางใจที่สุด เพราะเคยช่วยเหลือมาทุกอย่าง แม้กระทั่งยกหนี้ให้ไปหลายหมื่นบาท อย่างนายไพฑูรย์ กลับมาทรยศหัก
หลังเขาอย่างแสบสันต์ เห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าความเป็นเพื่อน   
 
     ไพฑูรย์ ตกลงทันที เมื่อถูก วันเพ็ญ อดีตเมียรักของ วีรชัย ชักชวนให้มาร่วมมือยึดกิจการค้าของเขา โดยใช้อุปกรณ์สำนักงาน เคื่องพิมพ์ดีด เครื่องแฟ็กซ์ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องมือ
ทุกอย่างของเขา เมียคนนี้ ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้กิจการค้าของ วีรชัย ล่มจมไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด แต่กลับก่อตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา เพื่อหวังฮุบกิจการทำเอง 
 
     และแล้ว บริษัทจดทะเบียนใหม่ของ วันเพ็ญ ก็เกิดขึ้น โดยใช้ชื่อ ไพฑูรย์ นำหน้าชื่อบริษัท ทำให้ ไพฑูรย์ ภูมิใจว่าเป็นเจ้าของบริษัทเอง แท้ที่จริง ไพฑูรย์ ถูกอุปโลกให้เป็นผู้จัดการจอม
ปลอม เพราะมีเพียงชื่อที่ป้ายบริษัทเท่านั้น แต่ไม่มีชื่อในหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
 
     ไพฑูรย์ บอกกับใครต่อใครว่า ที่เขาต้องทำเช่นนี้ เพราะเขาอยากรวย อยากเป็นเถ้าแก่บ้าง เมื่อถูกเพื่อน ๆ ถามว่า “ไม่น่าเกลียดหรือ ที่ ผัว-เมีย เขาทะเลาะกัน แต่นายเข้าไปแทรก”   
 
     ที่สุดแล้ว ทุกคนย่อมหนีไม่พ้น “กฎของกรรม” เวรกรรมมีจริงเสมอ บริษัทที่ วันเพ็ญ ก่อตั้งขึ้น โดยมี “เพื่อนเนรคุณ” อย่างนาย ไพฑูรย์ เป็นผู้จัดการนั้น ก็ไม่สามารถดำเนินกิจการไปได้
ตลอดรอดฝั่ง สาเหตุที่บริษัทไปไม่รอดนั้น พอแยกออกได้ 3 ประการคือ 
 
     ประการแรก ดังที่บอกไปแล้วว่า สินค้าที่จำหน่ายส่วนใหญ่มีราคาแพง เงินทุนที่ วันเพ็ญ ไปชักชวนญาติ และเพื่อนฝูงให้มาร่วมทุน รวมถึงเงินกู้บางส่วนของตนเอง จึงไม่เพียงพอต่อการ
หมุนเวียนซื้อสินค้า เพราะบริษัทนำเข้าทั้งหลาย ไม่ยอมให้เครดิตหรือขายสินค้าเป็นเงินเชื่อ โดยอ้างว่า เป็นบริษัทเปิดใหม่ ต้องซื้อด้วยเงินสดสักพักก่อน ไว้ใจเมื่อไร จึงค่อยให้เครดิต ทำให้บริษัทหมุนเงินไม่ทัน
 
     ประการที่สอง ลูกค้าเก่าของ วีรชัย ที่ วันเพ็ญ เคยโทรศัพท์ไปขู่เขาไม่ให้ซื้อสินค้าจาก วีรชัย ในตอนแรกนั้น ก็เกิดความหวาดกลัวที่จะมายุ่งเกี่ยวด้วย เพราะเกรงว่าเมื่อมาสั่งซื้อสินค้า
จากบริษัทไพฑูรย์ฯแห่งนี้แล้ว อาจมีปัญหาวุ่นวายภายหลัง พูดง่าย ๆ ว่าเข็ดต่อคำขู่นั่นเอง อย่างนี้ต้องเรียกว่า  “ดาบนั้นคืนสนอง” คงไม่ผิดนัก
 
     ประการสุดท้าย วีรชัย บอกว่า เขารู้นิสัยของ ไพฑูรย์ ดี เพราะเคยเป็นลูกน้องมาก่อน ชอบขายสินค้าโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนว่า มีราคาเท่าไร จะมีผลกำไรคุ้มค่าใช้จ่ายหรือไม่ ถือว่าตนเองไม่
ใช่เป็นผู้ลงทุน หวังแต่เพียงได้ค่าคอมมิสชั่นจากยอดขายสินค้าก็พอแล้ว
 
     เพียงไม่ถึง 1 ปี บริษัทไพฑูรย์ฯ ก็เจ๊งอย่างไม่เป็นท่า มีผลขาดทุนย่อยยับ ยิ่งกว่านั้น เมื่อมีการตรวจสอบบัญชี กลับพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น  โดยนายไพฑูรย์ แอบนำบิลส่งสินค้าบางฉบับ
ที่ครบกำหนดการเก็บเงินแล้ว ไปแอบเก็บเงินจากลูกค้า มาใช้จ่ายส่วนตัว รวมแล้วเป็นเงินหลายหมื่นบาท
 
     ไพฑูรย์ ไม่สามารถนำเงินมาคืนได้ จึงถูก วันเพ็ญ ฟ้องร้องทางศาล ทั้งทางแพร่งและอาญา ดูอีรุงตุงนังไปหมด  ปัจจุบันบริษัทได้เลิกแล้ว แต่คดียังไม่สิ้นสุด  
 
     ทราบข่าวว่า ไพฑูรย์ กำลังตกทุกข์ได้ยาก ไปสมัครงานในวงการเดิมที่ตนเองถนัด ที่ไหน ๆ ก็ไม่มีใครยอมรับ เพราะทราบประวัติแล้ว่า เป็นคนเนรคุณคน ชอบหักหลังเพื่อน และยังโกงบริษัท
ที่ตัวเอง เป็นผุ้จัดการ ครั้นจะไปสมัครงานด้านอื่น ๆ ก็ไม่มีวุฒิ ไม่มีความรู้พอที่จะสมัครได้ อายุก็มากขึ้น บุคลิกก็ไม่ดี จึงยากที่จะหางานใหม่ทำได้
 
     ส่วน วันเพ็ญ ม่ายสาวพราวเสน่ห์ อดีตนางแบบ เมียรักของ วีรชัย ที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของผัวจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวนั้น ก็ต้องรับกรรม ไปเป็นหนี้เป็นสินเขาอย่างมากมาย จากการกู้
เงินมาลงทุนครั้งนี้ และยังถูกญาติ ๆ เพื่อน ๆ ตำหนิว่า ชักชวนให้มาลงทุนในกิจการที่ไม่มีความรู้ความสามารถพอ ทำให้ต้องสูญเสียเงินไปคนละก้อน
 
     วันเพ็ญ นั้น อาศัยที่ตนเองยังมีเงาของอดีตนางแบบหลงเหลืออยู่บ้าง ความสวยยังพอมีถึงแม้จะอยู่ในวัยสาวใหญ่แล้ว ในที่สุด ด้วยความจำเป็นบังคับ วันเพ็ญ ต้องตกไปเป็นเมียน้อยให้กับ
ข้าราชการที่ปลดเกษียณแล้วท่านหนึ่ง เพื่อความอยู่รอด หวังพึ่งพาทางด้านการเงิน และการยังชีพ
 
     เหตุการณ์ครั้งนี้  วีรชัย ถือว่า “ฟ้าได้พิพากษาลงโทษอย่างยุติธรรมแล้ว” ซึ่งที่จริงก็คือเรื่องของกรรมที่ตนเองก่อขึ้นนั่นเอง เพราะตลอดเวลาที่ วันเพ็ญ เมียม่ายอดีตนางแบบผู้นี้อยู่กินกับ
วีรชัย มานานหลายปีนั้น บอกอยู่เสมอว่า ในชีวิตนี้จะไม่ยอมเป็นเมียน้อยใครเด็ดขาด แม้กระทั่งอยู่กินกับ วีรชัย กันสองต่อสอง ก็ยังไม่ยอมให้ปลีกตัวไปเยี่ยมลูก เพราะเกรงว่าเดี๋ยวจะคืนดีกับเมียเก่า แล้วตนเองจะกลายเป็นเมียน้อยไป โดยไม่ยอมฟังเหตุผลของ วีรชัย ที่บอกว่าไปเพื่อเยี่ยมลูกเท่านั้น 
 
     แต่บัดนี้ วันเพ็ญ กลับต้องไปเป็นเมียน้อยของคนแก่วัย 60 กว่า อดีตข้าราชการที่ปลดเกษียณแล้ว เพียงเพื่อหวังพึ่งพาทางการเงิน และความอยู่รอดในการดำรงชีวิตเท่านั้น ท่านผู้อ่านเชื่อ
หรือยังครับว่า   “กฎของกรรม มีจริงแน่”
 

ณัชพล เทพนิมิต


ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
ข่าวโดย : ณัชพล เทพนิมิต
เมื่อวันที่ : 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา: 00:49:34
อ่าน 707 ครั้ง

วันที่พิมพ์ :
เวลา : 12:50:11:PM